


สถานที่แต่งงานรองรับแขกได้ไม่พอ ขอเพิ่มเต้นท์!
โอเลือกจัดงานฉลองที่โรงแรม U Sathorn Bangkok (ยู สาทร กรุงเทพ) ค่ะ ชอบที่นี่เพราะดูสวย อบอุ่น อยู่ใจกลางเมือง ทุกคนเดินทางได้สะดวก แล้วก็ยังเป็นส่วนตัว เหมือนหลุดเข้าไปในรีสอร์ทหัวหิน ไม่เหมือนอยู่ในกรุงเทพเลย แล้วก็ไม่ได้อยู่บนห้องสูงๆ แบบปกติทั่วไป ไม่ต้องขึ้นลิฟท์ แต่แค่เดินเข้าไปก็เจอห้องบอลรูม
ข้อจำกัดอย่างเดียวคือห้องจะจุได้แค่ 350 คนเท่านั้น แต่แขกของเรามี 400 คน ดังนั้นเลยเสริมเต้นท์ติดแอร์เข้าไปเพิ่ม เพื่อให้แขกรู้สึกเย็นสบายและเผื่อกรณีที่ฝนตก ซึ่งแขกที่อยู่ในเต้นท์ก็จะเน้นเป็นวัยรุ่นค่ะ ส่วนด้านในจะเป็นสำหรับผู้ใหญ่


รัสติกสวยได้ ไม่เน้นหวาน
เรื่องรูปแบบงานโอก็พยายามดูไอเดียเอาจาก Pinterest แล้วสังเกตส่วนที่ตัวเองชอบ ซึ่งดูไปดูมาก็จะเห็นว่าเป็นภาพที่มีใบไม้เป็นองค์ประกอบซะส่วนใหญ่ เลยมาลงตัวว่าการตกแต่งของเราจะเน้นสีขาวเขียว มีไม้และใบไม้ แล้วก็ส่งภาพให้ทีมสีนวลตาช่วยดู เขาก็ช่วยเพิ่มสีเทาเพื่อให้งานดูไม่หวานจนเกินไป และได้อารมณ์ดิบขึ้นมาอีกนิดนึง เข้ากับคาแรกเตอร์ของบ่าวสาวทั้งสองคน







เรื่องโฟลว์ของงาน เวลาแขกเดินเข้ามาสิ่งแรกที่จะได้เจอก่อนเลยคือแบ็คดรอปค่ะ ส่วนนี้เป็นไฮไลท์อีกอย่างที่เราชอบมาก มันจะเป็นประตูสีเทาและมีใบไม้ประดับอยู่ พวกโต๊ะรีเซปชั่นก็จะมีใบไม้ มีของชำร่วยซึ่งเป็นทัพพีตักข้าวรูปกระรอก (เจ้าบ่าวแอบกระซิบว่าขายดีมากขนาดที่บ่าวสาวยังไม่มีเก็บไว้) ส่วนด้านนอกก็ตกแต่งให้เข้ากับธีม ดีที่ห้องโรงแรมเป็นสีขาวอยู่แล้วด้วย พอแซมสีเขียวเข้าไปเลยดูเข้ากัน
ด้านนอกงานเราดูเรียบร้อยและสุภาพ เพราะเป็นโซนที่ผู้ใหญ่จะมาถ่ายรูป ตรงส่วนด้านในก็จะมีเวที มีไฟติดกับม่าน มีกิ่งมะกอกมาติดและประดับด้วยใบไม้แห้ง แล้วจริงๆ เราเป็นเพื่อนกับทางคุณพิม Teaspoon Studio อยู่แล้วด้วย เลยขอให้เขาออกแบบการ์ดให้ โดยที่ในนั้นมีโลโก้ที่เราชอบมาก เลยขอเอามาใช้ในงานด้วยอีกทีค่ะ





เก๋สุดด้วย Signature Cocktail
ส่วนเต้นท์เราก็อยากได้แบบวัยรุ่น อยากให้ดูมีอะไร ไม่ใช่แค่เต้นท์เปล่าๆ ทีมตกแต่งเลยช่วยทำกระถางห้อยลงมาจากเพดานเต้นท์ แล้วใส่ใบไม้ที่เราชอบลงไป นอกจากนี้ยังมีโต๊ะที่มีบาร์เทนเดอร์ที่เราสนิทกันมาทำ Signature Cocktail ให้ โดยให้เขามองหน้าเราแล้วทำค็อกเทลที่เหมาะกับนิสัยของเราออกมา อย่างของคุณเจ้าบ่าวจะมีส่วนผสมของ Jack Daniels ที่เขาชอบดื่ม ของเจ้าสาวจะเป็นซินนาม่อนผสมกับ Gin แต่งด้วยใบมิ้นต์ให้ดูสดชื่นสวยงาม





แค่แขกสนุก ทุกอย่างก็เพอร์เฟ็กต์
ภายในงานเรายังมีกิจกรรมสนุกๆ ให้แขกได้มีส่วนร่วมกันด้วย เพราะคุณเต๋อ เจ้าบ่าวของเราเป็นเจ้าของ Sixsheet ดังนั้นเราเลยต้องมีมุมถ่ายรูปที่เป็น A Must และดูพิเศษ ซึ่งทางทีมสีนวลตาก็น่ารักมาก ช่วยทำโครงไม้ที่มีฉากด้านหลัง มีโลโก้ประดับมาให้เรา เวลาที่แขกไปถ่ายก็จะได้ออกมา 3 แอคชั่น เป็นไฟล์เคลื่อนไหวได้ ดุ๊กดิ๊กตรงหน้าจอ สามารถแชร์ขึ้น FB หรือ IG แล้วก็ปริ้นท์ออกมาเรียงกันเป็น 3 ช็อตพร้อมโลโก้ได้เลย
นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว โดยเราเป็นเจ้าเดียวเลยที่มีด้วย นั่นคือการถ่ายแบบ 12 ช็อตที่ได้ฟีลเหมือนแอพ Boomerang เคลื่อนไหวตัวได้สมูธมากขึ้นกว่าเดิม






ส่วนอื่นๆ อย่างแกลอรี่เราก็ใช้วิธีวางภาพลงไปบนโต๊ะ แล้วเสริมพร็อพด้วยท่อนไม้ให้ได้ฟีลป่าๆ บวกกับลูกเล่นในงาน อย่างของสะสมของเจ้าบ่าว เช่น หน้ากากสตาร์วอร์ โล่ไอรอนแมน ก็ทำให้ได้บรรยากาศสนุกขึ้นมาอีก แต่ที่เซอร์ไพรส์ที่สุดคือเราเคยซื้อชุดทีเร็กซ์ให้เพื่อนเป็นของขวัญด้วยค่ะ แล้วปรากฏว่าวันงานเพื่อนใส่ชุดนั้นมาในงานเลย ไม่สูทไม่ใดๆ กลายเป็นสีสันที่ถูกใจ ชนิดที่เด็กๆ เดินตามเป็นขบวน
สำหรับการจัดเลี้ยงเราเลือกเป็นแบบค็อกเทล โดยใช้อาหารจากทางโรงแรม แล้วก็เพิ่มซุ้มเข้าไป มีทั้งกระเพาะปลาเสาชิงช้ากับเกี๊ยวกุ้ง แล้วก็ขนมหวานเป็นโบ๊กเกี้ย (เต้าทึงจีน)




สัมภาษณ์สบาย นั่งคุยได้เหมือนทอล์กโชว์
พิธีการของเราจะคล้ายๆ ทั่วไป โดยของเราจะเปิดวีดีโองานเช้าก่อน แล้วก็มีเอ็มวีที่ถ่ายกันเองกับเพื่อนสนิทเปิดให้ได้ชมกัน พอเดินเข้างานมาแล้วก็จะขึ้นเวที มีประธานมากล่าวอวยพร แต่ที่พิเศษคือช่วงสัมภาษณ์ในงาน เจ้าบ่าวอยากให้เราสองคนนั่งมากกว่ายืน แล้วทำให้เป็นเหมือนทอล์กโชว์สบายๆ รวมถึงพรีเซนต์สไลด์ด้วยตัวเอง




เค้กที่เราเลือกมาใช้ในงาน เราก็ตั้งใจเลือกแบบที่ทานได้จริงหมด เป็นเค้กแครอท 20 ปอนด์ 3 ชั้น สไตล์รัสติก ตอนโยนดอกไม้คุณเจ้าบ่าวก็ขู่ไว้เลยว่าห้ามโยนหลอกนะ (หัวเราะ) มุกมันช้ำสุดๆ แล้ว ก็เลยได้โยนจริงในคราวเดียวเลย โดยเปิดเพลงสวนสนุกที่ทุกคนคุ้นหูช่วยเพิ่มบรรยากาศให้ดูสนุกสนานเฮฮา
งานนี้เราทั้งคู่ประทับใจในโทนของงาน ชอบที่อารมณ์ของมันไม่อลังการจนเข้าถึงยากเกินไป ได้ฟีลสบายๆ ดูอบอุ่นและเรียล จนแขกเองก็สามารถสัมผัสได้จริงๆ ทุกคนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานได้โดยไม่มีใครต้องเกร็ง
แนะนำบ่าวสาว
(เจ้าบ่าว) เป็นตัวของตัวเอง : เพราะแต่ละคนมีคาแรกเตอร์และสตอรี่ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสื่อสารออกมาให้คนที่มางานรับรู้ได้ยังไง แต่อย่างน้อยที่สุดมันต้องทำให้เรารู้สึกคุ้มค่ากับสิ่งที่ลงทุนไปจริงๆ
(เจ้าสาว) จัดงานด้วยความรู้สึกจากใจ 100% : ให้เรารู้สึกอยากจะไปยืนตรงนั้นในงาน รู้สึกเต็มอิ่ม ฟูลฟีล มีคนที่เรารักยืนอยู่ข้างๆ เรา อบอุ่นกับคนในครอบครัว ทุกคนยินดี มีความสุขไปกับเรา เต็ม 100 ณ ตรงนั้น ไม่ใช่จัดงานแค่เพราะต้องจัดงานอย่างเดียว