





Grand Hyatt Erawanสถานที่แต่งงานที่ใช่ จัดไซส์ง่าย ให้เหมาะกับจำนวนแขก
แจนเลือกจัดงานที่โรงแรม Grand Hyatt Erawan (แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ) เพราะปรึกษากับทางแพลนเนอร์แล้ว คิดว่าแขกเราน่าจะมีมาเพิ่มจากที่คาดไว้ค่ะ แต่เดิมเราคาดไว้ประมาณ 400 คน ซึ่งสถานที่แต่งงานที่นี่ก็สามารถตอบโจทย์เราได้ คือไม่ว่าแขกจะเพิ่มมาประมาณ 100 คน กลายเป็น 500 คน หรือขยับเป็น 600-700 คน เราก็ยังสามารถรองรับได้อยู่ เพราะห้องสามารถจัดได้ กั้นได้ เพิ่มโต๊ะเข้าไปได้ ให้ผู้ใหญ่ได้นั่งเยอะขึ้น ที่สำคัญคือเดินทางสะดวก อยู่ใจกลางเมือง ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีค่ะ




คอนเซ็ปต์ที่วางไว้คือแจนอยากได้สีขาว แซมใบไม้สีเขียว จะได้ดูคลาสสิก กลับมาดูรูปกี่รอบเราก็ยังชอบอยู่ ซึ่งตอนงานหมั้นจัดตามใจแจนไปแล้วเป็นสีชมพู งานฉลองเลยหาอะไรที่ลงตัวระหว่างบ่าวสาวสองคน ได้เป็นคนละแนว คนละฟีลกันดีค่ะ
งานของแจนเป็นงานที่ไม่มีธีม เพราะแจนคิดว่าทุกคนอาจจะมีความมั่นใจในสีที่ตัวเองชอบ หรือแต่งออกมาแล้วสวยไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราเลยเปิดกว้าง ให้เขาเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเวลามางานเราค่ะ



สื่อความนัย แถมใช้ได้จริง
การตกแต่งแจนเน้นดอกไม้เป็นหลัก อย่างแบ็คดรอปจะเป็นดอกไม้จริง 80% เสริมด้วยดอกไม้ผ้า ตรงลงทะเบียนเราเน้นเรียบๆ มีของชำร่วยเป็นกล่องใส่เครื่องประดับสีน้ำเงิน โดยคุณลุงของเจ้าบ่าวเป็นคนช่วยออกแบบและผลิตให้
เราจัดทำเป็นไซส์อเนกประสงค์ให้ใส่ได้หลายอย่าง ใช้ได้ทั้งผู้หญิงผู้ชาย จะใส่เครื่องประดับก็ได้ หรือจะเป็นพวกนาฬิกาหรือนามบัตรก็ดี
ส่วนด้านในเมื่อเปิดออกมาแล้วจะมี Thank you card เพราะเราอยากขอบคุณทุกคนที่มางาน แต่เนื่องด้วยวันนั้นแขกน่าจะเยอะ เราอาจจะไม่มีโอกาสขอบคุณทุกคนด้วยตัวเอง นี่จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดี ที่เราจะได้มีโอกาสสื่อความในใจตรงนี้ออกไปค่ะ


เพิ่มความเป็นกันเองลงไป ให้แขกรู้สึกเอนจอยที่สุด
ลูกเล่นอีกอย่างในงานที่เพิ่มขึ้นมาคือโฟโต้บูธที่เพื่อนแจนเป็นคนติดต่อให้ เวลาแขกมาต่อคิวถ่ายรูปกับบ่าวสาวแล้วคิวยาว เขาก็จะสามารถไปถ่ายรูปบริเวณนั้นได้ก่อน เป็นแบบสามแอ็คซึ่งทุกคนชอบกันมาก มองไปตรงนั้นทีไรบูธไม่เคยว่างเลย คนเต็มตลอดจริงๆ (หัวเราะ)
แจนตั้งใจจัดงานออกมาให้ไม่เป็นทางการมาก อย่างตรงแกลอรี่ที่เป็นภาพพรีเวดดิ้ง ก็มีจัดวางเก้าอี้เอาไว้ด้วย แขกจะได้สามารถไปนั่งถ่ายรูปกันชิลล์ๆ ได้ค่ะ




ใส่ตัวตนในอาหารการจัดเลี้ยง
ส่วนด้านในตรงเวที นอกจากดอกไม้แล้ว เรายังตกแต่งด้วยผ้าม่านเป็นเลเยอร์ จัดเลี้ยงเป็นแบบค็อกเทลเพิ่มซุ้ม โดยนำอาหารของที่บ้านแจนเข้าไปด้วย เพราะนอกจากทำคาราบาว เรายังมีโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง อาหารที่จัดเสิร์ฟจึงมีทั้งขาหมู เย็นตาโฟหม้อไฟ และเบียร์สด ซึ่งจุดนี้มาจากแนวคิดที่ว่าเราคาดว่าแขกน่าจะอยากชิมอาหารของที่บ้านเรา แถมได้ความหลากหลายไปในตัว เพราะมีหลายสไตล์ค่ะ




เก๋สุดตรงช่วงมอบเค้ก
ช่วงพิธีการ เราเริ่มจากการให้เพื่อนบ่าวสาวเดินนำหน้า โปรยดอกไม้ แล้วตามด้วยเจ้าบ่าวเจ้าสาว พอขึ้นบนเวทีก็จะมีประธานสองท่าน ท่านแรกคล้องพวงมาลัย ท่านที่สองคล้องพวงมาลัยแล้วกล่าวอวยพร มีสัมภาษณ์กันเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้แขกคุณพ่อคุณแม่ได้รู้จักเราสองคน
หลังจากนั้นมีการกล่าวขอบคุณแขก ขอบคุณครอบครัว คนที่เรารู้สึกประทับใจ แล้วตัดเค้ก ซึ่งเราได้มีโอกาสนำเค้กไปให้ประธานกับอาม่าของแจน แล้วมอบเค้กให้คุณพ่อคุณแม่บนเวที ซีนนี้ต้องขอบคุณทางแพลนเนอร์ด้วย เพราะทำให้ได้ความพิเศษที่เพิ่มมากขึ้น แถมภาพออกมาดี ถ่ายบนเวทีแล้วดูสวย ไม่ติดโต๊ะด้วยค่ะ





ถัดจากโยนดอกไม้เราก็มีอาฟเตอร์ปาร์ตี้ จัดเต็มด้วยดนตรีสด แล้วคั่นด้วยดีเจ วงที่มาเล่นเป็นเพื่อนฝ่ายเจ้าบ่าว มีเตรียมเจลโล่ช็อตหลากสีสัน แท่งใหญ่ๆ ไว้ให้ พร็อพแว่นตา ที่คาดผม แหวนเรืองแสงมีพร้อม แอลกอฮอล์มีทุกอย่าง ทั้งเหล้า ไวน์ สปาร์กกลิ้ง เบียร์ ทุกคนอยู่กันจนจบ ไม่ใช่เฉพาะแค่เพื่อนสนิทอย่างเดียว แต่รวมถึงคนในครอบครัว ญาติๆ ที่อยู่กันพร้อมหน้า ทำให้บ่าวสาวเราดีใจ ที่คนที่เรารักมาร่วมเอนจอยจนนาทีสุดท้าย และมีความสุขไปกับเราจริงๆ
แนะนำบ่าวสาว
แพลนเนอร์มีส่วนสำคัญในการทำให้งานราบรื่น : ตั้งแต่การเตรียมงานจนถึงวันงานจริง ถ้าเราเลือกแพลนเนอร์ที่เขาดูแลรายละเอียดเราได้ทุกอย่าง มีประสบการณ์ ช่วยเราคิดช่วยเราวางแผนงาน งานจะออกมาราบรื่นดีมาก บ่าวสาวเราก็ไม่ต้องเครียด
ทำทุกอย่างอย่างมีความสุขและมีสติ : ตอนแรกแจนเองก็กังวลและเครียดเหมือนกันค่ะ เพราะเราคิดว่ามันเป็นงานของเราก็จริง แต่มีแขกจำนวนมากที่เราต้องดูแลด้วย แต่พอมานั่งคิดดูดีๆ แล้ว เราควรทำอะไรที่เรามีความสุขดีกว่า เพราะทุกคนตั้งใจมาแสดงความยินดีกับเรา อย่าให้ความสำคัญกับปัจจัยภายนอกมาก จนละเลยความต้องการของตัวเองค่ะ
