



สถานที่แต่งงานแสนสวย กับผู้ช่วยเบอร์หนึ่ง @Bangkok Garden Studio
รูปแบบงานของนุ้ยจะเป็นแบบหมั้นเช้าเลี้ยงเที่ยงค่ะ เพราะจะได้จบได้ภายในบ่าย สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของเราที่ค่อนข้างยุ่ง แล้วเราก็เลือกเดือนเมษา เพราะอยากเน้นฤกษ์สะดวกด้วย พอบวกกับที่เราสองคนอยากจัดงานเล็กๆ เพราะจะได้เชิญแต่แขกสนิท แล้วเจ้าบ่าวก็อยากได้สถานที่ที่ค่อนข้างใหม่ เราเลยตัดสินใจเลือกที่ Bangkok Garden Studio (แบ็งค็อก การ์เด้น สตูดิโอ) ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมาก เพราะเขาครบถ้วนมากกกก นุ้ยโชคดีมากที่เลือกที่นี่ คือเรียกว่าถึงจะจัดเช้าเลี้ยงเที่ยงก็จริง แต่พิธีการก็ยังเต็ม สมบูรณ์แบบแบบที่ผู้ใหญ่ยังต้องปลื้ม


ส่วนหนึ่งคือ ด้วยความที่ตัวสถานที่มันใหม่แล้วก็สวยมากอยู่แล้ว เราเลยไม่ต้องตกแต่งอะไรมาก ยิ่งมีส่วนเอ้าท์ดอร์ด้วยก็ยิ่งทำให้รู้สึกเป็นกันเองมากขึ้น ไม่ต้องทางการจ๋า ได้ความรู้สึกเหมือนมาบ้าน สบายๆ กันทุกฝ่าย
มุมที่นุ้ยชอบมากเป็นพิเศษ คือตรงฉากด้านหลัง ตรงฝั่งซ้ายเขาจะเป็นลายฉลุเก๋ๆ เหมือนอยู่ในโบสถ์ ส่วนฝั่งขวาจะเป็นสีครีมงาช้าง ได้อารมณ์แบบไทยแต่ก็ไม่ซ้ำกับที่อื่น เรียกว่าแขกเรามี 200 คนก็แทบจะชมทั้ง 200 คนเลยจริงๆ ค่ะ



สิ่งที่นุ้ยแฮปปี้กับที่นี่คือ บ่าวสาวเราเบางานไปได้มาก (หัวเราะ) เพราะสามารถไว้ใจเขาได้ทุกอย่าง ครบวงจรหมด ตั้งแต่เตรียมงาน รันคิว พิธีการ การตกแต่ง หรือแม้กระทั่งการเลือกช่างแต่งหน้า ช่างภาพ เขาก็มีมาเสนอเราให้ แถมเป็นเจ้าเด็ดๆ ทั้งนั้น อารมณ์ว่า เตรียมไปแต่ซองสำหรับแจกขบวนขันหมากเป็นอันจบ แล้วเจ้าสาวก็ไปหลบอยู่บนชั้นสอง ตรงระเบียงห้องแต่งตัว รอรับตัวสวยๆ (หัวเราะ)


งานที่ใช่ ในแบบที่เป็นตัวเอง
ส่วนตัวนุ้ยเองไม่ชอบงานดอกไม้สีขาวเขียว หรืองานโทนเรียบๆ เท่าไหร่อยู่แล้ว ชุดไทยเราเลยเลือกเป็นสีกลีบบัวอมม่วง แล้วก็ให้ทางแพลนเนอร์ของ Bangkok Garden Studio เขาช่วยครีเอทงานให้ ขอแค่ให้โทนสีดอกไม้สอดคล้องไปกับสีของชุดก็พอ ซึ่งปรากฏว่าพอจัดงานออกมา นุ้ยประทับใจมากเลย เพราะถ่ายรูปออกมาแล้วสวยจริงๆ ทุกอย่างขึ้นกล้องมาก ได้ออกมาเป็นมู้ดแอนด์โทนอบอุ่น แต่ก็ดูสดใสอย่างที่ใจอยาก




มั่นใจในชุดที่ดีไซน์เองกับมือ
อย่างเดียวที่นุ้ยจัดเต็มด้วยตัวเอง คือเรื่องการออกแบบชุดค่ะ เราออกแบบเองทั้งเช้าและเที่ยง และอยากได้ลุคไม่เหมือนกันทั้งสองช่วง เลยให้ช่างแต่งหน้าทำผมเป็นคนละสไตล์กันไปเลย ส่วนสูทของเจ้าบ่าวเราก็ทำเองเหมือนกัน เป็นแบบ Tailor Made ขึ้นมา เพราะฉะนั้นถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามีลาย แล้วแบบกั๊กแบบเสื้อก็จะไม่เหมือนใคร ตามใจเจ้าบ่าวหมด





สบายๆ สไตล์สวน
พอถึงช่วงเลี้ยงเที่ยง แขกก็จะทยอยเคลื่อนพลกันไปนั่งที่โต๊ะ ซึ่งแพลนเนอร์เขาก็จัดเตรียมไว้ให้ทั้งแบบ Long table สำหรับเพื่อนมหาลัย จะได้เม้าธ์กันยาวๆ แล้วก็โต๊ะกลมสำหรับแขกผู้ใหญ่
การตกแต่งด้านนอก นุ้ยชอบแบ็คดรอปมาก เป็นเหมือนหนังสือไซส์จัมโบ้ที่เปิดออกมาสี่ด้าน แล้วแต่งด้วยกระถางดอกไม้ตรงหน้ากระดาษ
มีซุ้มดอกไม้ มีซุ้มรูปที่เป็นรถเข็นสีขาว (เพื่อนแซวว่าเหมือนคริสเตียน ดิออร์มาก) ส่วนตรงพื้นที่อื่นๆ ทางทีมเขาก็จะห้อยพู่ขาวๆ ประดับไว้ด้านบนด้วย จะได้ไม่ดูโล่ง แล้วก็มีนักดนตรีคอยบรรเลงเพลงกล่อมไป ครบเครื่องมากจริงๆ




และเพราะว่าจัดแบบเช้าเลี้ยงเที่ยง ทุกอย่างจะค่อนข้างกระชับ ถ้าเรามีพิธีการตอนเที่ยงอีกก็คงจะไม่ได้คุยกับแขก แล้วก็จะอดถ่ายรูปสวยๆ นุ้ยเลยตัดสินใจว่า จะตัดช่วงตัดเค้กออกไปเลยค่ะ แล้วใช้ช่วงเวลาตรงนี้กับแขกของเราแทน



โมเม้นท์ประทับใจอย่างนึงในงานคือ ฝั่งเจ้าสาวเราจะให้เพื่อนใส่ชุดสีเทาเงิน ส่วนฝั่งเจ้าบ่าวเขามาสายชิลล์ เพราะเราบอกว่าไม่ต้องใส่สูทก็ได้ เราไม่มีธีมงาน เขาเลยจัดเป็นเอี๊ยมกันมา แล้วเพื่อนทางฝั่งเจ้าบ่าวเขาจบ ม. แม่โจ้ ซึ่งจะมีพิธีกรรมกันเยอะมาก มีบูมมีกิจกรรมกันตลอด แล้วเขาเลยทำซุ้มมือให้เราลอดไป ได้อารมณ์เหมือนย้อนวัยไปลอดซุ้มรีรีข้าวสารตอนเด็กเลย น่ารักมากจริงๆ
แนะนำบ่าวสาว
แพลนเนอร์สำคัญมาก : สถานที่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ตอบโจทย์ค่ะว่าเราอยากได้งานแบบไหน ถ้าอยากได้งานอบอุ่น บรรยากาศดี ไม่ซ้ำใคร คนน้อย สถานที่เฉพาะทางแบบนี้ก็เหมาะมาก ส่วนแพลนเนอร์ ยิ่งเลือกได้ดีเท่าไหร่เราก็จะยิ่งเบาใจได้เท่านั้น พิธีการต้องครบ แต่ในขณะเดียวกันบ่าวสาวกับแขกก็ยังต้องได้ความรู้สึกที่ดีด้วย อารมณ์มันต้องมา อบอุ่นแบบเป็นธรรมชาติ เวลาจะเลือกแพลนเนอร์เราเลยต้องอ่านรีวิวเยอะๆ ด้วย หมั่นดูฟีดแบค อย่าดูแต่รูปอย่างเดียวค่ะ
ปล่อยให้ทีมงานได้ทำงานอย่างเต็มที่ : อย่างชุดหรืออะไรเราก็สนใจในพาร์ทของเราไปค่ะ แต่ทีมงานถ้าเราวางใจให้เขาทำแล้ว อย่าไปกะเกณฑ์เขามาก ปล่อยให้คนศิลปะได้ทำงานศิลปะอย่างเต็มที่ แล้วเขาจะได้ปล่อยของออกมาให้เราได้อย่างดี และเต็มสไตล์จริงๆ