

The Apothecary Venue สถานที่จัดงานแต่งงานสุดอบอุ่น
ผมกับเจ้าสาว (คุณโตริ) เราเลือกจัดงานที่ The Apothecary Venue (ดิ อะพอธธิคารี เวนิว) เพราะมีเพื่อนที่ทำออแกไนซ์ช่วยแนะนำมาครับ บวกกับเจ้าสาวเองชอบเรื่อง Twilight ด้วย อยากได้ฟีลลิ่งประมาณเบลล่ากับเอ็ดเวิร์ด แขกเราก็ไม่มาก 300-350 คน สถานที่นี้ก็ดูอบอุ่นดี เข้าไปดูแล้วชอบเลย


พิธีการไม่เหมือนใคร ได้บรรยากาศแตกต่าง
อย่างแรกที่เป็นแนวคิดของเรา คือเราไม่อยากจัดงานในโรงแรม ผมเองมีโอกาสได้เป็นพิธีกรงานแต่งให้เพื่อนอยู่บ่อยๆ มันจะมีแพทเทิร์นบางอย่างที่ทำเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เช่น บ่าวสาวยืนต้อนรับแขก ถ่ายรูปตรงแบ็คดรอป บ่าวสาวไม่ได้ทานข้าว แต่งหน้าทำผมกันตอนตี 4 พอตกเย็นงานฉลองช่วงให้สัมภาษณ์ จุดนั้นเหนื่อยจนเบลอ จำอะไรไม่ได้แล้ว (หัวเราะ)
เราอยากให้งานแต่งของเรา เป็นงานที่เราจำโมเม้นท์ ณ ขณะนั้นได้จริงๆ เราจัดงานหมั้น แยกเป็นงานเล็กๆ ในครอบครัว ส่วนงานฉลอง เราใช้เวลาส่วนตัว พักผ่อนกันเต็มที่ในตอนเช้า เที่ยงๆ เข้าไปเตรียมตัว เตรียมความพร้อมสำหรับงานเย็น



สวยทุกมุมเหมือนอยู่ในยุโรป
ถ้าจะให้พูดถึงตัวสถานที่ อย่างแรกเลยคือมันให้ความรู้สึกอบอุ่นจริงๆ ครับ ได้บรรยากาศเหมือนบ้าน ห้อง Luna Hall ที่ใช้ทานเลี้ยง ก็ได้อารมณ์เหมือนโบสถ์เก่าสมัยก่อน มีชั้นสองสำหรับจัดพิธีหมั้นได้ถ้าต้องการ ดูสวยงามลงตัว ผู้ใหญ่ที่ไปงานแต่งบ่อยๆ มาเห็นที่นี่ก็ชอบเลย ให้ความรู้สึกเหมือนในยุโรป แตกต่างจากสถานที่จัดงานที่อื่น


การเตรียมงาน ทางทีม The Apothecary Venue ก็ช่วยประสานให้ในหลายๆ ส่วน ทั้งแคเทอริ่ง วงดนตรี การตกแต่ง ครบวงจรหมด เราใช้เวลาคุยกันพอสมควร ได้เข้าไปดูงานแต่งจริงบ้าง เรียกว่าจองสถานที่ล่วงหน้ากันปีนึงเลย วันงานจริงนอกจากจะได้ฤกษ์ดี ยังเป็นวันที่อากาศเย็นสบาย ดีที่สุดวันนึงของปีเลยครับ จัดงานเอ้าท์ดอร์ก็ไม่ต้องกลัวร้อน ไม่ต้องกลัวยุง มีลมพัด ดีงามตั้งแต่เช้าจรดเย็น เหมือนอยู่ในบรรยากาศของความฝันจนจบงาน


เก๋ไก๋ด้วยโทนสีเบอร์รี่
คอนเซ็ปต์งาน เจ้าสาวเขาจะเป็นคนคิดธีมหลัก เราอยากได้แบบฝรั่งหน่อย เพราะจะมีพิธีคริสต์ในสวน พวกมู้ดแอนด์โทน ศิลปะของทางสถานที่เขาก็ตอบโจทย์คู่เราอยู่แล้ว เราเลือกเฉดสีที่ผู้ใหญ่น่าจะชอบอย่าง Antique gold บวกกับสีน้ำเงินที่บ่าวสาวชอบ ตบท้ายด้วยสีเบอร์รี่ ให้เหมาะกับสาวๆ ดูหวานอมเปรี้ยว
สิ่งนึงที่โดดเด่นมากของทางสถานที่ คือเราสามารถใช้ได้ทุกมุม ตั้งแต่ Luna Hall , Glasshouse ไปจนถึงสวนด้านนอก และทุกมุมสวยระดับถ่ายรูปได้ อย่างส่วนที่เป็นลาน Outdoor ด้านนอก ก็จะมีแผงที่เราประยุกต์เป็น Photo Backdrop ไปยืนถ่ายรูปตรงนั้นก็ยังให้ความรู้สึกแตกต่าง มีเอกลักษณ์



อิ่มเอมแบบครบทุกประสาทสัมผัส
ไลน์อาหารที่เป็นบุฟเฟ่ต์ ก็ให้อารมณ์เหมือนเทศกาลอาหารนานาชาติ มีเชฟทำให้ทานสดใหม่ ทั้งสปาเก็ตตี้ พิซซ่าญี่ปุ่น มีเพลงแจ๊สคลอเบาๆ แขกรู้สึกถึงไดนามิกของงาน มีอะไรให้ชมเพลินๆ ไม่ใช่แค่หยิบทานเพียงอย่างเดียว พวกค็อกเทลทางทีม I do catering ก็ทำได้ออกมาดูน่ารัก สื่อถึงธีมงาน โดยแทรกเฉดสีเข้าไปในไม้จิ้มอาหาร ดูมีกิมมิคน่าสนใจ
ส่วนแขกผู้ใหญ่ที่เป็นแขก VIP เราให้เลือกระหว่างเมนูไก่หรือปลา จัดเป็น Long Table มีพนักงานเสิร์ฟ แขกเองก็เอ่ยปากชมว่าได้ความรู้สึกพรีเมียม เซอร์ไพรส์กับเมนูที่เกินคาด ต่างจากการทานอาหารแบบโต๊ะกลม โต๊ะจีนครับ สำหรับของชำร่วย เราเลือกกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ ที่นำไปใช้ได้จริง ชุดบ่าวสาวเป็นแบบมินิมอล เรียบง่าย แต่ก็ยังดูเก๋ ของเจ้าบ่าวเป็นสูทสีน้ำเงิน เพื่อนเจ้าสาวก็คุมโทน เจ้าสาวจัดการให้เองเลย เป็นเฉดเบอร์รี่ เลือกชุดแบบที่ในหนึ่งชุด จะพันได้หลายแบบหลายวิธี แล้วแต่คน เพื่อนๆ ก็ไปเปิด YouTube ดูกันเลย พันได้ 20 กว่าแบบ มีทั้งส่งไปรษณีย์ บางคนสะดวกก็มารับเอง


ซีนแห่งความฝัน ทุกอย่างถูกจัดสรรมาลงตัว
พิธีการของเราจะเริ่มประมาณ 4 โมงครึ่ง มีพิธีไหว้ผู้ใหญ่ เติมความเป็นไทยลงไปหน่อย ของรับไหว้ เราเซอร์เวย์ว่าญาติผู้ใหญ่อยากได้อะไร อย่างของผู้หญิงลงท้ายเราเลือกเป็นกระเป๋าผ้า Naraya ของผู้ชายเป็นผ้าขาวม้า เอาตามที่เขาชอบจริงๆ
พอช่วง 5 โมงจะเป็นพิธีคริสต์ สวมแหวนในสวน มีพี่น้องที่โบสถ์มาช่วยออแกไนซ์ส่วนพิธีให้ มีทีมนักดนตรีที่ช่วยร้องเพลงพิเศษ เปิดช่วงแรกด้วยการที่คุณแม่เดินพาเจ้าสาวมาส่งตัวให้เจ้าบ่าว กล่าวคำปฏิญาณ พูดตามบาทหลวง สลับกันกล่าวคำมั่นสัญญา แล้วก็รับพรจากผู้ประกอบพิธี ซึ่งของเรามีทั้งหมด 3 ท่านด้วยกันครับ






จบจากตรงนี้ก็มีถ่ายรูป แขกเข้าไปทานอาหารด้านใน อีกเรื่องที่ดีคืองานนี้บ่าวสาวเราได้มีโอกาสนั่งทานข้าวกับครอบครัว ในวันสำคัญพร้อมหน้าพร้อมตา เป็นบรรยากาศที่ดี ทุกอย่างดูละเมียดละไม เหมือนที่ผมสัมผัสได้จากเจ้าของสถานที่เลย ว่าเขาเองชอบอะไรที่มีเสน่ห์ ไม่เหมือนใคร แล้วมันพรีเซ้นต์ออกมาในทุกอย่างของงานจริงๆ







ปิดท้ายด้วยการตัดเค้ก ซึ่งตอนแรกผมเองก็ไม่ได้อยากให้มีเหมือนกันครับ (หัวเราะ) แต่เค้กที่นี่เขาทำสวยและอร่อยมาก เจ้าสาวเองทำขนมหวาน ทำเค้กอยู่แล้ว เขายังชมว่าอร่อย พอตัดเสร็จก็ไปมอบให้ผู้ใหญ่ แล้วเดินไปโยนดอกไม้ที่ส่วนด้านนอกชั้นบน ให้ความรู้สึกเหมือนเจ้าชายเจ้าหญิงที่อยู่บนพระราชวัง มองลงมายังสวนยังไงยังงั้นเลย
เสร็จแล้วเราก็เดินลงมายังด้านล่าง มีอุโมงค์ไฟเย็นจากเพื่อนๆ ทำเป็นทางเดินเข้ามาในสวน แล้วก็เต้นเปิดฟลอร์ ทุกคนร่วมดื่มไวน์ ทานค็อกเทลสบายๆ ร่วมกัน มีฝนพรำเล็กน้อย แต่น้อยมากแบบที่แค่ชุ่มฉ่ำ ชุ่มชื่น ไม่ได้เปียกปอนอะไรครับ เหมือนเวลาอยู่บนเกาะ บรรยากาศ ณ วันงานดีมากจริงๆ ขอบคุณพระเจ้าที่ให้บรรยากาศที่ดีที่สุด ในวันที่ดีที่สุดในรอบปี ทุกคนฟีดแบคว่างานดีมากๆ ได้แบบที่เราต้องการจริงๆ ให้แต่งอีกทีก็อยากแต่งที่นี่เหมือนเดิมครับ จบงานมาดูรูปก็ยังประทับใจอยู่ รายละเอียดทุกอย่างมันเพอร์เฟ็กต์มาก
แนะนำบ่าวสาว
(เจ้าสาว) วางแผน ทำแพลนให้ดี : อย่างของคู่เรา เราเลือกทำข้อสำคัญๆ ก่อน เช่น หาสถานที่ที่ชอบ ที่ตอบโจทย์ แล้วก็จัดการเรื่องอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องสรุปให้ได้โดยเร็ว ส่วนเรื่องการ์ด ชุด เป็นเรื่องรองลงมา ทยอยทำได้ มีโอกาสจะหาข้อมูลได้อีกค่ะ
(เจ้าบ่าว) สิ่งสำคัญคือความมั่นใจในกัน : เราต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ข้างใน มากกว่าเปลือกภายนอกครับ ผู้ชายต้องตอบตัวเองให้ได้ ว่ามั่นใจจะอยู่กับคนคนนี้ไปตลอดรึเปล่า ไม่ใช่เรื่องของอายุ ว่าเท่านี้ควรแต่งงานแล้ว หรือไม่เกี่ยวกับบริบททางสังคม ถ้าตอบได้ชัดเจน เวลาเกิดปัญหา ก็จะผ่านอุปสรรค หรือบททดสอบต่างๆ ไปได้ งานแต่งงานเป็นงานที่เราตั้งใจจัดขึ้น มองให้ถึงแก่นว่าเราจัดงานนี้ทำไม แล้วทุกอย่างก็จะผ่านไปได้ราบรื่นแน่นอน
