

สถานที่แต่งงานตอบโจทย์ ได้ฟีลอบอุ่นแบบเต็มที่ @ The Apothecary Venue
สำหรับผมงานแต่งงานเป็นวันที่ทุกคนต้องมีความสุขครับ ได้มากินข้าว นั่งคุยกันสนุกๆ มีแค่คนรู้จักที่เราอยากให้เขามางาน และเขาก็ต้องอยากมาด้วย จึงอยากได้สถานที่จัดงานแต่งงานแบบ Outdoor บรรยากาศสบายๆ ดูอบอุ่น ซึ่งผมว่า The Apothecary Venue (ดิ อะพอธธิคารี) ตอบโจทย์
ผมค่อนข้างจะเน้นความรู้สึกของคนที่มางาน ซึ่งที่นี่ทำให้ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองทิ้งกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มันมีส่วนที่ดูไม่ทางการมาก ขณะเดียวกันก็มีส่วนที่เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ สามารถจัดโต๊ะรองรับไว้ด้านในได้ ซึ่งเป็นอะไรที่ดี นอกจากนี้ยังมีมุมสวยๆ ให้แขกถ่ายรูปได้เยอะมาก น่าจะถูกใจหลายๆ คน


หลังจากตัดสินใจเลือกจัดงานที่นี่ ผมรู้สึกว่าประหยัดเวลาได้เยอะ เราไม่ต้องไปหาออแกไนเซอร์ ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหาร เพราะเขาประสานงานกับทาง I Do Catering อยู่แล้ว ไม่ต้องหาร้านตกแต่ง Backdrop คือสถานที่เขาจัดการให้เกือบหมด ก่อนถึงวันงานก็จะให้เทสต์ทุกอย่างก่อน ว่าผมโอเคไหม ชอบหรือเปล่า มีคุยเรื่องธีม คิวงาน ซึ่งเขาจะคอยติดต่อเราตลอด โทรมานัดว่าสะดวกช่วงไหน เข้าคุยได้วันไหน ผมว่ามันเป็นข้อดีเลย ผมกับแฟนต้องทำงานทั้งคู่ ไม่ค่อยมีเวลา จัดที่นี่ช่วยได้เยอะครับ



ได้งานถูกใจ แค่บอกสิ่งที่ต้องการ
เรื่องการตกแต่ง ทาง The Apothecary Venue จะดีไซน์งานออกมาจากสิ่งที่เราต้องการ งานของผม ให้โจทย์ไปว่า Contemporary ความร่วมสมัย คือต้องเป็นกลาง ไม่ทิ้งทั้งรากของคนรุ่นเก่าและความทันสมัยของคนรุ่นใหม่ เขาก็ไปคิดมาให้เราเลือก ซึ่งงานที่ออกมา ผมพอใจนะ เพราะโจทย์ที่ให้ไปก็กว้างมาก





ในงานมีการใช้อะคริลิคสีใสเข้ามาเป็นตัวร่วม สีที่เลือกใช้ก็ไม่ใช่แนวรัสติก วินเทจ แล้วพอประกอบกับสวนแบบอังกฤษที่มีความร่วมสมัยอยู่แล้ว มันก็ออกมาดูดี ซึ่งเมื่อแขกมาถึงงาน ถ้ามองตรงจะเห็นสวนที่ทำพิธีก่อน ถัดไปเป็นอาคารส่วนที่เป็นอินดอร์ ที่ผมจัดเป็น Long Table สำหรับผู้ใหญ่ ส่วนด้านซ้ายจะเป็นเรือนกระจก ตรงนี้ผมใช้เป็นจุดลงทะเบียนและแจกของชำร่วยครับ
ของชำร่วยเราเลือกเป็นชาดอกไม้จากไร่ที่เชียงราย เพราะรู้สึกว่าไม่ควรเสียเงินกับของที่ไม่ได้ใช้ ในความคิดผม ของชำร่วยไม่จำเป็นต้องเป็นคู่ แค่เป็นอะไรที่ใช้ได้จริงก็พอ ซึ่งชาดอกไม้นี้ เราเคยไปดื่มแล้วชอบ บวกกับดีไซน์ของแพ็กเกจจิ้ง ที่สวยพร้อมให้อยู่แล้ว ก็ตัดสินใจเลยครับ




พิธีการอบอุ่น โมเม้นท์ดีๆ บ่าวสาวได้ทานอาหารกับแขกด้วย
พิธีการงานผมจะน้อยกว่าคู่อื่น หลังจากแขกลงทะเบียนแล้ว รอแขกพร้อมก็เปิดตัวบ่าวสาว จากนั้นเราก็เดินมาด้านหน้าลานพิธี แล้วผมก็กล่าวเปิดงาน ต่อด้วยประธานขึ้นพูด เสร็จแล้วมีชนแก้ว แล้วผมก็พูดขอบคุณพ่อแม่และแขก ต่อด้วยโยนดอกไม้ และเข้าสู่ช่วงทานอาหารครับ



เหตุผลหนึ่งที่ผมตัดสินใจเลือก The Apothecary Venue เพราะในช่วงพิธีการจะมีช่วงเวลาให้บ่าวสาวได้ทานอาหารกับครอบครัวและแขก เขาจะมีโต๊ะสำหรับครอบครัวให้ เราก็ไปนั่งตรงนั้น ผมรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ดี เหมือนได้มานั่งทานข้าวด้วยกัน ซึ่งแตกต่างจากงานที่จัดตามโรงแรมที่บ่าวสาวมักจะไม่ได้ทานอาหารเท่าไหร่
งานเราจัดเลี้ยง 2 ส่วน ส่วนข้างนอกจัดเป็นค็อกเทล และส่วนข้างในจัดเป็น Long Table ที่อาหารเป็นเมนูให้แขกเลือก และมีบริการเสิร์ฟครับ ที่จัดแบบนี้ เพราะไม่อยากทิ้งกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เราอยากให้เพื่อนๆ ได้สังสรรค์ ได้เดินหากัน คุยกัน ในขณะที่ก็คิดถึงผู้ใหญ่ ที่ด้วยอายุแล้ว ทำให้บางคนยืนไม่ไหว




หลังจากทานข้าวร่วมกันแล้ว เราก็ไปตัดเค้ก แล้วนำเค้กไปให้พ่อแม่ เป็นอันเสร็จพิธี เราไม่มีอาฟเตอร์ปาร์ตี้ หลังเสร็จพิธี เราก็ทำให้เป็นช่วงการสังสรรค์ ให้แขกได้พูดคุยกัน บางคนไม่เจอกันนานก็จะได้มีเวลาคุยกันด้วย โดยมีวงดนตรีร้องอยู่ถึง 4 ทุ่มเลยครับ


ผมประทับใจโมเม้นต่างๆ ในงาน ภาพถ่ายที่เห็น ได้แบบที่คิดเลย มันมีรอยยิ้มของทุกคนจากการคุยกัน นั่งสังสรรค์กัน ผู้ใหญ่ที่เขาไม่ได้เจอกันสักพัก ช่วยประคองกัน สิ่งเหล่านี้ที่ออกมามันมากกว่าที่เราเห็นและรู้สึกตั้งแต่ในงาน คือรู้เลยว่า เราตัดสินใจถูกแล้วจริงๆ
แนะนำบ่าวสาว
ควรระวังเรื่องเวลา : ถึงจะเตรียมทุกอย่างเกือบเสร็จ แต่บางครั้งก็อาจมีหลายๆ ส่วนที่จัดการไม่ทัน แนะนำว่าให้แบ่งและเผื่อเวลาดีๆ ครับ
