

ไม่ว่าคุณว่าที่เจ้าสาวกำลังขัดแย้งเรื่องอะไรกับแม่เกี่ยวกับงานแต่งงาน ปัญหาเล็กหรือใหญ่ สามารถแก้ไขได้ง่ายด้วยการเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีใช้คำ! ว่าที่เจ้าสาวลองเก็บเทคนิคของ โค้ชด้านความสัมพันธ์อย่างพี่กนิษฐ์ (fb: Mind Coach) ไปใช้ แล้วคุณจะเซอร์ไพรส์กับผลลัพธ์ที่ตามมา!
1.ห้ามใช้คำว่า ‘แต่’ : เพราะ ‘แต่’ เป็นคำที่ให้ความหมายด้านลบ ทำให้คุณแม่รู้สึกว่าเรากำลังมีความคิดเห็นขัดแย้งกับท่าน คำพูดที่อยู่ก่อนหน้า ‘แต่’ จะกลายเป็นคำพูดที่ไม่มีความหมาย เช่น เค็มแต่ดี (เรารู้สึกว่าดี) กับ ดีแต่เค็ม (เรารู้สึกว่าเค็ม ไม่ดีหรอก) ให้เปลี่ยนคำพูดเป็น ‘แล้วจะดีกว่าไหมถ้า..’ แล้วต่อท้ายด้วยสิ่งที่เราอยากนำเสนอค่ะ วิธีนี้จะฟังดูเหมือนการขอความคิดเห็น แถมยังช่วยให้รูปประโยคดูซอฟท์ลงได้อีกเยอะ
2. สำคัญสุดคืออินเนอร์ : อย่าตั้งต้นด้วยความคิดที่ว่า พูดไปก็เท่านั้น แม่ไม่ยอมรับหรอก เพราะถ้าเราเซ็ตความคิดไว้ในใจอย่างนี้แล้ว เราก็พร้อมจะตั้งแง่และต่อต้านในทันที ก่อนเข้าไปคุยลองรีแลกซ์ตัวเองซักหน่อย คิดว่าเราเข้าไปคุยกับแม่ด้วยเหตุผล ให้ยิ้มแย้ม คิดบวกไว้ก่อน เพราะความรู้สึกและท่าทางของเรานั้นมีผลต่อการสนทนาจริงๆ ค่ะ
3. เจอกันครึ่งทางด้วยเหตุผล : เคลียร์กันก่อนเลยค่ะว่าอะไรที่รับได้และอะไรที่รับไม่ได้ บางบ้านผู้ใหญ่จะเข้มงวดเรื่องฤกษ์มาก ในขณะที่บ่าวสาวเน้นเรื่องความสะดวกมากกว่า กรณีนี้เจ้าสาวสามารถยกตัวอย่างให้แม่ฟังได้ว่า ชีวิตคู่ที่ยั่งยืนไม่ได้อยู่ที่เรื่องฤกษ์ยามเสมอไป มีหลายคู่มากๆที่ทำตามฤกษ์เป๊ะๆ ทุกอย่างแต่ก็ยังเลิกกัน (อย่าลืมว่าต้องเล่าด้วยฟีลลิ่งเชิงบวกด้วยนะ ไม่ใช่ต่อต้านล้วนๆ!)
4. ให้แม่เป็นคนพูดออกมาเอง : โดยเหมือนเรากับแม่กำลังหาทางออกร่วมกัน แต่ใช้วิธีตั้งคำถามให้แม่เป็นคนพูดออกมาเองว่าอยากจะแก้ไขปัญหานี้ยังไง เพราะถ้าเราเป็นคนออกความเห็นก่อน แม่อาจจะค้านหรือไม่เห็นด้วย แต่ถ้าแม่เป็นคนพูดออกมาเอง แสดงว่าสิ่งนั้นได้ผ่านการยอมรับจากเขาก่อนแล้วค่ะ