The St. Regis Bangkok โรงแรมที่ตอบโจทย์การจัดงานแบบ Sit-down Dinner
พิ้งค์และแฟนร่วมจัดงานและวาง concept ด้วยกันค่ะ เราอยากจัดงานแต่งงานแบบ Sit-down Dinner ตอนที่เตรียมงานได้คุยกับแพลนเนอร์เรื่องสถานที่ที่ถนัดจัดงานแบบนี้โดยเฉพาะ ซึ่งที่ The St. Regis Bangkok (เซนต์ รีจีส, กรุงเทพฯ) ก็เชี่ยวชาญ มีความเป็นมืออาชีพในด้านนี้ ยิ่งพอเข้าไปดูสถานที่ ขนาดของห้อง ภาพรวมต่างๆ ลงตัวเลยค่ะ
ห้อง Ballroom ของที่นี่สามารถรองรับแขกแบบ Sit-down Dinner ได้ 200-220 คน ซึ่งกำลังเหมาะกับงานเราที่มีแขกประมาณ 180 คนค่ะ นอกจากนี้เรายังชอบที่เวลาจัดงาน ทั้งชั้นจะเป็นของเรางานเดียว แขกมาที่ชั้นนี้ได้เลยโดยไม่ต้องไปรวมกับคนอื่น มีความเป็นส่วนตัว ข้างๆ ห้องบอลรูมยังมีห้องราชดำริ 4 ห้อง ไว้ใช้ซัพพอร์ตช่วงก่อนงานเริ่มได้ ทั้งสะดวกและครบครันดี จึงตัดสินใจเลือกที่นี่ค่ะ
สวยหรู ดูคลาสสิกในธีมสีขาวทอง
สำหรับการตกแต่ง พิ้งค์และแฟนคิดว่างานแต่งงานควรเป็นงานที่มองได้เรื่อยๆ ดูคลาสสิก ประกอบกับที่ทางออแกไนเซอร์ได้เห็นชุดแต่งงานที่เป็นสีขาวปักลูกไม้สีทองของพิ้งค์ เขาก็ดู concept ของทางเราและแนะนำโทนสีที่น่าจะเข้ากับ style ของเรา โดยยังคงเน้นความ classic และ timeless ด้วย จึงเลือกใช้ดอกไม้สีขาวและ เก้าอี้ tiffany สีทองค่ะ
การวางโฟลว์งาน เมื่อออกจากลิฟต์จะเจอโต๊ะลงทะเบียนอยู่ด้านขวามือเลย ถ้ามองตรงไปจะเป็น Backdrop เรียบๆ สีขาวทอง ประดับด้วยแจกันดอกไม้ และเมื่อเลี้ยวซ้ายก็จะผ่านมุมแกลอรี่แล้วก็เข้าห้องค่ะ
ด้านในห้อง เราจัดวางให้ด้านขวาใกล้เวทีเป็นโต๊ะกลมสำหรับญาติ ส่วนด้านซ้ายเป็น Long Table สำหรับเพื่อน และมี Dance Floor ตรงกลาง รายล้อมด้วยโต๊ะกลม ด้านบนทำเป็นดอกไม้ห้อยเป็นเส้นระย้า แซมด้วยคริสตัลหยดน้ำลงมา แล้วถ้าเดินเลยไปหน่อยก็จะเป็นโต๊ะเจ้าบ่าวเจ้าสาวและเพื่อนอยู่หน้าเวทีค่ะ
เมื่อแขกมาถึงที่นั่งของตัวเองก็จะพบกับเมนูอาหารของแต่ละคนและของชำร่วยเป็นถุงกำมะยี่สีทองที่ใส่ดอกไม้แห้งกลิ่นบุหงา ซึ่งทำให้หอมไปทั้งโต๊ะ และแต่ละโต๊ะจะมีกล้วยไม้ที่หาไม่ได้ในไทย 50 ต้น ให้แขกสามารถนำกลับไปปลูกต่อได้ด้วยค่ะ
งานของเราจะทานอาหารควบคู่ไปกับพิธีการค่ะ พิ้งค์และแฟนจัดอาหารไว้ทั้งหมด 4 คอร์ส 3 จานแรกจะเสิร์ฟคั่นระหว่างพิธี โดยที่จานแรกจะเปิดตัวด้วยพนักงานของโรงแรมเดินพาเหรดเข้ามาพร้อมอาหารที่มีฝาปิด แล้วเสิร์ฟอาหารให้ทีละคนเลยค่ะ สร้างความตื่นเต้นอลังการนิดนึง จานแรก entrée ต่อด้วย soup ค่ะ และอาหาร main course เราจะมีให้แขกเลือกว่าเป็นปลา หรือเนื้อค่ะ ซึ่งเรามีการ RSVP และระบุอาหารก่อนวันงาน 2 สัปดาห์ และเมื่อถึงพิธีการสุดท้าย เราก็เสิร์ฟขนมหวานเป็นจานปิดค่ะ
พิธีการอบอุ่น มี First Dance ขอบคุณแขกจากบ่าวสาว
สำหรับช่วงพิธี เราเริ่มที่การเปิดตัวบ่าวสาวค่ะ จากนั้นจะมีการพูด Speech ของเพื่อนบ่าวสาวฝั่งละ 3 คน บ่าวสาวทักทายแขก และเป็นช่วงสัมภาษณ์ เสร็จแล้วเราก็ขอบคุณแขก แล้วต่อด้วยนำพวงมาลัยไปไหว้คุณพ่อคุณแม่
เรามี First Dance ด้วยค่ะ อยากทำโชว์เพื่อขอบคุณแขก เราทั้งคู่นึกถึงฝรั่ง ที่ตอนแก่พอมีเวลาว่างก็ยังเต้นวอลซ์ในบ้านกันอยู่ เราอยากทำแบบนั้นบ้าง จึงตัดสินใจไปเรียน เพราะจะได้เป็นความทรงจำว่างานแต่งงานเราได้เต้นและได้เลือกเพลงที่ชอบ แล้วพอแต่งงานไป ตอนแก่ก็ยังได้เต้นแบบนี้อยู่เรื่อยๆ เป็นกิจกรรมคู่ไปค่ะ
ตอนที่เต้นพิ้งค์เปลี่ยนชุดด้วย เต้นเสร็จก็เปลี่ยนกลับเป็นชุดเจ้าสาวเหมือนเดิม แล้วไปรินแชมเปญและโยนดอกไม้ต่อ เสร็จแล้วก็มากล่าวปิดงาน ซึ่งตอนก่อนจบพิธีการก็มีเพื่อนสนิทมาร้องเพลงเซอร์ไพรส์ให้ด้วยค่ะ และตอนเลิกงานแขกสามารถเก็บดอกไม้ที่อยู่ในงานกลับไปได้ด้วยนะคะ
เราทั้งคู่รู้สึกคิดถูกที่จัดงานแบบ Sit-down Dinner งานออกมาสวย แขกที่มาก็มีแต่คนสนิททำให้งานอบอุ่นเหมือนที่อยากได้ แขกสบายที่ได้นั่ง ทำให้เขาสนใจ โฟกัสกับงานของเราจริงๆ บ่าวสาวเองก็มีช่วงเวลาที่ได้นั่งพัก ทานอาหาร และได้ซึมซับบรรยากาศในงานไปด้วย ตอนที่เพื่อนพูด Speech เราได้นั่งฟัง ตามองตา ได้สัมผัสความรู้สึกที่เขาพูดถึงเราจริงๆ ค่ะ
นอกจากนี้เรายังประทับใจบรรยากาศภาพรวม ทีมงานทุกฝ่ายทำงานได้ดี ทำให้เราสบายใจและกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง ทางออแกไนเซอร์ที่ตั้งใจเซอร์ไพรส์เราก็น่ารัก สิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้ เขาทำให้เราหมดเลย MC เองก็เก่ง ส่วนทางโรงแรมก็มีบัตเลอร์เซอร์วิสที่ดี เรามีเรื่องรบกวนเยอะ ขอปรับเมนูอาหาร เขาก็จัดการให้รวดเร็ว สะดวกมาก Wedding Manager ก็ตอบคำถามเร็ว คอยแนะนำเรื่องต่างๆ อย่างดี เรื่องอาหารก็มีแต่คนชมว่าอร่อยไม่หยุด ไม่มีการเสิร์ฟหรือพาแขกนั่งผิดโต๊ะ เราประทับใจทุกอย่างที่ผ่านไปอย่างเรียบร้อยราบรื่นค่ะ
แนะนำบ่าวสาว
เอ็นจอยกับการจัดงาน : ช่วงจัดงานเป็นช่วงที่ค่อนข้างเครียด ปัญหาเยอะ อยากให้คิดว่าเรามีโอกาสได้เลือกเอง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลง แต่จะสามารถแก้ไขไปได้ เอ็นจอยกับการจัดงาน รู้สึกสนุกไปกับมันค่ะ
Live in the moment : วันงานแต่งงานเป็นช่วงเวลาที่ดีมาก แล้วก็ผ่านไปไวมาก อยากให้มีความสุขกับมันและปล่อยวาง เป็นตัวของตัวเอง ถ้าเราเก็บความรู้สึกตรงนั้นไว้เยอะๆ มันจะเป็นพลังให้เราได้ค่ะ
Credits & ร้านค้าแนะนำในบทความนี้
ช่างภาพ วิดีโอ:
Sixtysix Visualสถานที่แต่งงาน:
The St. Regis Bangkok