The Apothecary Venue สถานที่โดนใจ ของบ่าวสาวสไตล์วินเทจ
ผมกับน้องทราย (เจ้าสาว) เราเลือกสถานที่แต่งงานที่ The Apothecary Venue (ดิ อะพอธธิคารี เวนิว) เพราะตรงกับความชอบในงานสไตล์วินเทจของเราครับ เราเจอสถานที่นี้เป็นที่แรก แล้วก็รู้สึกชอบเลย จึงจองล่วงหน้าไปประมาณ 10 เดือน
การจัดงานของเราแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงเช้าเราจัดเลี้ยงที่บ้าน เน้นแขกผู้ใหญ่ ส่วนงานเย็นจัดที่นี่ เน้นแขกเพื่อนๆ และญาติสนิท พื้นที่ใช้สอยของเขากำลังดี ลงตัวกับแขกจำนวน 300 คนของเรา
การเตรียมงานร่วมกันกับทางสถานที่ จะเริ่มจากการที่เขาสอบถามธีมงาน โทนสีที่เราอยากได้ก่อนครับ เสร็จแล้วก็จะช่วยดูเรฟแบบต่างๆ ลงรายละเอียดกัน ซึ่งจุดนี้ทางสถานที่จะมีแพทเทิร์นของเขาอยู่แล้ว แต่เราเองก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามแบบที่เราชอบครับ
คู่ของผม เราเลือกแพ็กเกจที่ดีที่สุดของทางสถานที่เลย เพราะคิดว่าเป็นวันพิเศษ ครั้งเดียวในชีวิตของเรา อะไรเพิ่มได้ก็เพิ่มครบ ทั้งไฟปิงปองที่ตกแต่งด้านบน พุ่มไม้ตรงพื้นทางเดิน เรียกว่าออปชั่นทุกอย่างมาเต็ม (หัวเราะ)
เก๋ไก๋ด้วยชุดบ่าวสาว ที่ใช้สีขาวทั้งคู่!
ธีมสีของเราจะเป็นเฉด Burgundy สไตล์ Vintage เดรสโค้ดก็ตามธีมสีเลยครับ แต่จะมีช้อยส์เพิ่มให้ เป็นคู่สีช็อกโกแลต ซึ่งถ้าเป็นแขกผู้ชาย ส่วนใหญ่ก็จะใส่สีน้ำตาลมากัน แต่เพิ่มพร็อพเป็นโบว์ หรือเนคไทด์สี Burgundy ส่วนผู้หญิงก็จะใส่สี Burgundy เลย ในส่วนของชุดบ่าวสาว เราเลือกสีขาวทั้งคู่ เพื่อให้โดดเด่นออกมาจากงาน ไม่กลืนกันเกินไปครับ
รายละเอียดแห่งความใส่ใจ ได้ใจแขกไปเต็มๆ
เพลงในงาน เราเลือกแบบยุค 90’s ทั้งหมด เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศมากที่สุด แล้วไม่ใช้แบบเปิดแผ่น แต่จะเน้นเป็นวงดนตรีสด
เวลาแขกเดินเข้างานมา จะเจอ Wedding Car ที่ตกแต่งไว้ตรงหน้างานก่อน พอลงทะเบียนตรงโต๊ะ ก็จะมีเพื่อนบ่าวสาวคอยต้อนรับ เชิญให้ไปถ่ายรูปที่โฟโต้บูธ ซึ่งจุดนี้แขกจะได้รูป 2 ใบ ใบนึงมีช่องเขียนอวยพรบ่าวสาว เราก็จะเก็บมาใส่กรอบรวมกันเยอะๆ เป็นที่ระลึกของเราได้ ส่วนอีกใบเป็นภาพถ่าย 3 ช็อต แขกจะได้ภาพในวันนั้นกลับไปเลยในทันทีครับ
สำหรับส่วนของโฟโต้บูธตรงนี้ ปกติเขาจะมีฉากมาให้ แต่เราขอให้ใช้พื้นหลังของ The Looking glass house ที่เป็นห้องเรือนกระจกรับรองแขกของทางสถานที่ไปเลย เนื่องจากดูสวย มีสไตล์อยู่แล้ว พร็อพอย่างเปียโนโบราณ ตู้เก่า ก็ดูเข้ากับธีมของเราด้วยครับ
ของชำร่วยที่เรามอบให้แขก เราเลือกเป็นไม้อุ้มน้ำ 2 ชนิดที่ไม่มีหนาม เพื่อให้มีความหมายที่ดี สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์และอยู่ได้นานครับ
การ์ดแต่งงานทั้งช่วงเช้าและเย็น รวมถึงถุงที่ใส่ของชำร่วย เราทำกันเอง เป็นงานแฮนด์เมด D.I.Y ทั้งหมด กว่า 800 ชิ้น และทั้งงานจะใช้คีย์เวิร์ด TBS ซึ่งมาจากตัวอักษรในชื่อเล่น ชื่อจริง นามสกุลของบ่าวสาวที่บังเอิญเหมือนกัน ส่วนนี้เราก็หยิบไปใช้ทั้งกับโลโก้และแฮชแท็กในงานเลย
ที่พิเศษอีกอย่างคือในงานจะมีใบเมเปิ้ลเล็กๆ ห้อยไว้สำหรับแขก VIP ด้วยครับ เพราะงานเราเป็นค็อกเทล แต่ก็จะมี Set Menu สำหรับแขกผู้ใหญ่ด้วย ซึ่งทางสถานที่จะเตรียมโต๊ะกับเก้าอี้แบบ Long Table ไว้ให้เราสูงสุด 50 ที่ เราก็ปรึกษากับคุณพ่อคุณแม่ ว่าจะให้ใครเข้าไปนั่งด้านในฮอลล์ที่จัดเลี้ยงได้บ้าง วันงานคุณพ่อคุณแม่ก็จะช่วยดูแลแขก ตามที่เราได้ตกลงกันไว้ และมอบใบเมเปิ้ลให้ เป็นคล้ายๆ ใบผ่านทางที่จะเข้าไปนั่งตรงส่วนด้านในครับ
อบอุ่นด้วยความหมายในช่วงพิธีการ
ในส่วนของพิธีการ ผมโอเคกับรูปแบบที่ทางสถานที่คิดไว้ให้แล้ว คิดว่าเป็นจุดเด่นอีกอย่างนึงของเขาเลยครับ คือได้อารมณ์แปลกใหม่ ดูเป็นสไตล์ฝรั่ง และไม่ยืดเยื้อ
ในงานบ่าวสาวเราจะได้พูดคุยกับแขก คลอไปกับดนตรีสด พอถึงเวลา พิธีกรก็จะเชิญแขกไปตรง Emerald Garden ที่เป็นสวนตรงด้านนอก คุณพ่อคุณแม่ของบ่าวสาวจะนั่งแถวหน้าสุด มีเพื่อนบ่าวสาวฝั่งละ 12 คนยืนด้านข้าง
งานนี้เจ้าบ่าวจะไปยืนรออยู่ตรงที่ทำพิธีก่อน แล้วคุณพ่อเจ้าสาวก็จะพาเจ้าสาวเข้ามา มีการกล่าวคำมั่นสัญญา แลกแหวน โดยเจ้าบ่าวจะไปรับแหวนมาจากคุณพ่อเจ้าบ่าว เจ้าสาวก็จะไปรับแหวนมาจากคุณพ่อเจ้าสาว หลังจากนั้นก็มีโทสต์ โดยผู้ที่มาโทสต์ให้เป็นคุณพ่อของเราทั้งสองคน และท่านอดีตอธิการบดี ม.นเรศวร ซึ่งรู้จักบ่าวสาวทั้งสองคนเป็นอย่างดีครับ
หลังจากนั้นเราจะเชิญแขกเข้าไปร่วมทานอาหาร โดยช่วงที่บ่าวสาวเดินออกจากพิธี คนที่อยู่ริมทางเดิน ก็จะโปรยกลีบกุหลาบให้ด้วย
สำหรับอาหารค็อกเทลก็จะมีหลากหลายมาก โดยมีซุ้มเพิ่มอีก 4 ซุ้ม เป็นก๋วยเตี๋ยว ข้าวอบสับปะรด ขาแฮมหมักเครื่องเทศ และกระเพาะปลาปูก้อน ส่วนของแขก VIP นั้น ก็จะมีออปชั่นให้เลือกครับ อย่างอาหารเมนคอร์สจะมี 2 อย่าง ระหว่างผัดไทกุ้งสด กับปลากระพงย่างซอสมะขาม ทานคู่กับข้าวอบเผือก แขกก็เลือกได้ว่าจะรับแบบไหน การตกแต่งตรงโต๊ะ ทีมงานสถานที่ก็จัดเต็มมาก มีส่วนประดับหลายอย่าง ทำให้ภาพรวมดูเต็มและสวยงามขึ้นครับ
ปิดท้ายก่อนเข้าช่วงอาฟเตอร์ปาร์ตี้ ด้วยการให้เจ้าสาวโยนดอกไม้ แล้วเจ้าบ่าวโยนกล่องเหล้า เป็นกิมมิคที่เพิ่มเข้ามา เพื่อเป็นสีสันให้กับงานในวันนั้นของเราครับ
งานนี้เรื่องที่ผมประทับใจที่สุด คงต้องยกให้ทางสถานที่ที่ตอบโจทย์ทุกอย่าง ทั้งภาพรวมที่ดูวินเทจ ความเต็มที่ของเซลล์และทีมงานในการจัดงาน ที่มีความเป็นมืออาชีพ รวมไปถึงการดูแล การให้ความช่วยเหลือต่างๆ ที่มีให้เรามาโดยตลอด ทำให้งานในวันนั้นของเราแฮปปี้จริงๆ ครับ
แนะนำบ่าวสาว
จัดงานครั้งนึง ใส่ใจรายละเอียดที่เป็นตัวเราให้ได้มากที่สุด : ทั้งสถานที่ การตกแต่ง รูปแบบการ์ด ของชำร่วย หรือแม้กระทั่งชุดบ่าวสาว ชุดเพื่อนๆ ทุกอย่างควรจะผ่านความเป็นตัวเรา ผ่านการพูดคุย ผ่านการยอมรับซึ่งกันและกันของทุกฝ่าย ถ้าทุกฝ่ายโอเค งานก็จะออกมาสมูธและสวยงาม สมกับที่เราอยากจะสื่อออกมา และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ของชีวิตคู่ของเราต่อจากนี้ครับ